ฝึกกลืน ฟื้นฟูภาวะกลืนลำบาก ฝึกพูด กระตุ้นการพูด ฝึกกล้ามเนื้อมือและแขน ด้วยกิจกรรมบำบัดที่ดีที่สุด
ฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมองที่มุ่งเน้นการฝึกกลืน ฝึกพูด และฝึกกล้ามเนื้อมือและแขน อย่างเฉพาะเจาะจง
โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เราพร้อมที่จะช่วยคุณกลับสู่การใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
💠 ดูแล ใส่ใจใกล้ชิด
💠 นักบำบัดมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
💠 ปรึกษาได้ทุกปัญหาการกลืน แขนมืออ่อนแรง พูดไม่ได้
💠 มีเครื่องกระตุ้นครบครัน
💠 ให้การดูแลตลอดการฟื้นฟู
ฝึกกลืนอาหาร
ฝึกพูดเบื้องต้น
ฝึกกล้ามเนื้อแขนและมืออ่อนแรง
ฝึกการรู้คิด นึกคำไม่ออก
ฝึกทักษะกิจวัตรประจำวัน
ปรับสภาพบ้านเพื่อผู้สูงอายุ
โรคหลอดเลือดสมอง Stroke ตีบ แตก ตัน
หนึ่งในสาเหตุของภาวะกลืนลำบากและกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง อาการแสดงอ่อนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับบริเวณที่สมองได้รับความเสียหาย ซึ่งมักจะพบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ล้มเซ หรือเดินไม่คล่อง พูดไม่ชัด พูดลำบาก พูดไม่ออก กลืนลำบาก หรือสำลักอาหาร วิตกกังวล หงุดหงิด และสูญเสียความมั่นใจ
“Golden period” ช่วงเวลาทองของการฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง อยู่ในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังเกิดโรค เนื่องจากช่วงนี้สมองจะมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองได้สูง หากได้รับการฟื้นฟูด้วยโปรแกรมเข้มข้นและเหมาะสม ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด
อาการแบบไหนควรทำกิจกรรมบำบัด
สูญเสียความสามารถทางร่างกาย
กินอาหารทางปากไม่ได้
ต้องใส่สายอาหารระยะยาว
พูดไม่ได้ สื่อสารไม่ได้
สูญเสียความมั่นใจ วิตกกังวล ซึมเศร้า
คุณภาพชีวิตลดลง ไม่มีความสุข
การฟื้นฟูช่วยทำให้ร่างกายดีขึ้นยังไง?
ร่างกายฟื้นฟู คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความสุข
✅ วิเคราะห์ ปัญหาฟื้นฟูตรงจุด
✅ ออกแบบ โปรแกรมรายบุคคล
✅ โปรแกรม ฟื้นฟูแล้วดีขึ้นจริง
✅ ฟื้นฟู แบบเข้มข้นในเวลาอันสั้น
"อิ่มใจ ปลื้มใจ ได้เห็นความสุขของคนไข้กลับคืนมา"
ปรึกษาอาการ เพื่อการฟื้นฟูได้ตรงจุด
เครื่องกระตุ้นกลืน
Omnistim
เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า กระตุ้นฟื้นฟูการทำงาน
กล้ามเนื้อและเพิ่มประสิทธิภาพของการกลืน
Vitalstim
เครื่องมือใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อ
การกลืนให้เกิดการหดตัวขณะกลืน
Lowe Oral Performance Instrument (IOPI)
เครื่องสำหรับการบริหารกล้ามเนื้อปาก
และลิ้น
Mini Vibrator
เครื่องนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าและปาก
คนใกล้ตัวของคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่?
กลืนลำบาก สำลักน้ำ กลืนยาลำบาก
กล้ามเนื้อปากอ่อนแรง ลิ้นอ่อนแรง ใส่สายอาหาร
พูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก
ยกแขนไม่ขึ้น มือไม่มีแรง มือเกร็ง
ไม่มีแรงบีบ ข้อมือติด กำมือไม่สุด
โปรแกรมของเรา
ฟื้นฟูการกลืน
🔹กลืนลำบาก สำลักน้ำ
🔹กล้ามเนื้อปากอ่อนแรง
🔹ใส่สายอาหาร
ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออ่อนแรง
🔹กำมือไม่ได้
🔹มือเกร็ง
🔹ไม่มีแรงบีบ
ฟื้นฟูแขนและมือจากกระดูกหัก
🔹ข้อมือติด
🔹กำมือไม่สุด กำมือแล้วเจ็บ
🔹หยิบของชิ้นเล็กหลุดมือ
ฟื้นฟูการรู้คิด ความจำ
🔹พูดไม่ชัด
🔹พูดลำบาก
🔹นึกคำพูดไม่ออก
ฟื้นฟูด้านกิจวัตรประจำวัน
🔹อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว เข้าห้องน้ำ
🔹การทำงาน
🔹งานอดิเรก
ปรับสภาพบ้าน สำหรับผู้สูงอายุ
🔹แนะนำการปรับสภาพบ้าน
🔹ให้ความรู้ด้านป้องกันการ ลื่น ตก หกล้ม ในผู้สูงอายุ
ปรึกษาอาการ เพื่อการฟื้นฟูได้ตรงจุด
ขั้นตอนการรับบริการ
3. ประเมินผลเป็นระยะ เพื่อปรับแผนการฟื้นฟูเป็นลำดับขั้นอย่างต่อเนื่อง
4. แนะนำ Home program ไปฝึกเองที่บ้าน และรับคำแนะนำใหม่ในครั้งต่อๆไป
รีวิวรีใจ💕






คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. ภาวะกลืนลำบาก คืออะไร?
ภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) คือ ความผิดปกติหรือความยากลำบากในการกลืนอาหาร น้ำ หรือยา เกิดจากระบบประสาทและสมองที่ทำงานสั่งการกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องในกระบวนการกลืนผิดปกติ ได้แก่ ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง และหลอดอาหาร ไม่ใช่อาการปกติที่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ภาวะขาดน้ำ ขาดสารอาหาร หรือปอดติดเชื้อจากการสำลัก(aspiration pneumonia)
- ไอ หรือสำลักขณะทานอาหารหรือดื่มน้ำ
- หลังกลืนรู้สึกมีอาหารติดอยู่ในลำคอหรือหน้าอก
- อาหารหรือน้ำไหลย้อนกลับออกมาจากปาก หรือบางครั้งย้อนออกทางจมูก
- มีน้ำลายไหลมากผิดปกติ
- ไม่สามารถกลืนอาหารแข็งหรือยาเม็ดได้
- เสียงเปลี่ยนหลังกลืน(เสียงแหบหรือเสียงเปียก)
- น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ หรือมีภาวะขาดสารอาหารและขาดน้ำ
พบได้มากในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคสมองเสื่อม และผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท
Q2. การฝึกกลืนอาหาร สำคัญอย่างไร?
การฝึกกลืนอาหารสำคัญกับผู้มีภาวะกลืนลำบาก ช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงกล้ามเนื้อและการทำงานที่สัมพันธ์กับของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน เพื่อป้องกันการสำลักอาหารหรือของเหลวเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะปอดติดเชื้อ การฝึกอย่างถูกวิธีกับนักกิจกรรมบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยเริ่มทานอาหารทางปากได้อย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- ป้องกันการสำลัก: ช่วยให้กลืนอาหารหรือน้ำได้ ลดความเสี่ยงที่สิ่งแปลกปลอมจะเข้าสู่หลอดลมและปอด
- ลดความเสี่ยงปอดติดเชื้อ: การป้องกันการสำลักโดยตรง ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะปอดติดเชื้อจากการสำลัก (aspiration pneumonia)
- ฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อการกลืน: ฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อและกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการกลืน
- รักษาสุขภาพและโภชนาการ: ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ ลดความเสี่ยงของภาวะขาดสารอาหารและน้ำ
- คุณภาพชีวิตดีขึ้น: ทำให้ผู้ป่วยสามารถทานอาหารได้หลากหลาย ออกไปทานข้าวร่วมกับครอบครัวนอกบ้านได้ ไม่ต้องกังวลภาพลักษณ์
Q3. อาหารฝึกกลืน สำหรับผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก
อาหารฝึกกลืน สำหรับผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก
หลักเกณฑ์ DDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการจำแนกประเภทของอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแล และผู้ป่วยเข้าใจตรงกัน และเลือกอาหารที่ปลอดภัยต่อการกลืน
DDSI แบ่งระดับอาหารออกเป็น 8 ระดับ (ระดับ 0 ถึง 7) และเครื่องดื่ม 5 ระดับ (ระดับ 0 ถึง 4) โดยมีรายละเอียดดังนี้:
ระดับเครื่องดื่ม (Levels 0-4)
ระดับความหนืดของเครื่องดื่มจะวัดโดยใช้การทดสอบการไหลผ่านหลอดฉีดยาขนาด 10 มิลลิลิตร:
- ระดับ 0: เหลว (Thin): มีความหนืดเหมือนน้ำเปล่าทั่วไป ไหลผ่านหลอดฉีดยาได้หมดอย่างรวดเร็ว เช่น น้ำ, ชา, กาแฟ
- ระดับ 1: หนืดเล็กน้อย (Slightly Thick): ไหลช้ากว่าน้ำเล็กน้อย ยังคงไหลผ่านหลอดฉีดยาได้เกือบหมด
- ระดับ 2: หนืดน้อย (Mildly Thick): ไหลช้าลงอย่างชัดเจน มีของเหลวเหลือค้างในหลอดฉีดยาเล็กน้อยหลัง 10 วินาที
- ระดับ 3: หนืดปานกลาง (Moderately Thick): ไหลเป็นหยดหรือเป็นสายช้าๆ มีของเหลวเหลือค้างในหลอดฉีดยามากกว่าระดับ 2
- ระดับ 4: หนืดมาก (Extremely Thick): ไม่สามารถไหลผ่านหลอดฉีดยาได้เลยภายใน 10 วินาที มีลักษณะคล้ายพุดดิ้งหรือโยเกิร์ตข้น
ระดับอาหาร (Levels 3-7)
ระดับอาหารจะวัดโดยใช้การทดสอบด้วยส้อมหรือช้อน เพื่อประเมินเนื้อสัมผัส ความชื้น และขนาดชิ้นอาหาร:
- ระดับ 3: อาหารเหลวข้น (Liquidised): อาหารที่ถูกปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน เนียนละเอียด ไม่มีก้อนหรือชิ้นเนื้อให้เคี้ยว สามารถรับประทานด้วยช้อนได้
- ตัวอย่าง: ซุปครีมข้น, โจ๊กปั่นละเอียด
- ระดับ 4: อาหารบดละเอียด (Pureed): อาหารเนื้อเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน มีความหนืดพอที่จะคงรูปอยู่บนช้อนหรือส้อมได้ ไม่เหนียวติดหนึบ และไม่มีก้อน
- ตัวอย่าง: มันฝรั่งบดเนื้อเนียน, ไข่ตุ๋นเนื้อละเอียด, ฟักทองบด
- ระดับ 5: อาหารสับละเอียดและชุ่มชื้น (Minced & Moist): อาหารต้องสับละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดไม่เกิน 4 มิลลิเมตร (สำหรับผู้ใหญ่) มีความชุ่มชื้นสูง นุ่มพอที่จะบดด้วยลิ้นได้ง่าย
- ตัวอย่าง: เนื้อสัตว์สับละเอียดผัดน้ำมันหอย, ข้าวตุ๋น
- ระดับ 6: อาหารอ่อนและหั่นชิ้นพอคำ (Soft & Bite-Sized): อาหารมีความอ่อนนุ่ม สามารถตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กขนาดไม่เกิน 1.5 เซนติเมตรด้วยส้อมหรือข้างช้อนได้
- ตัวอย่าง: เต้าหู้นึ่ง, เนื้อปลานึ่ง, ผักต้มเปื่อย
- ระดับ 7: อาหารปกติ/เคี้ยวง่าย (Regular/Easy to Chew): อาหารปกติทั่วไป แต่อาจต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่แข็ง เหนียว หรือเป็นเส้นใยมากเกินไป
- ตัวอย่าง: ก๋วยเตี๋ยวน้ำ, เกาเหลา, ข้าวสวยนิ่มๆ
Q4. ทำไมผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) มีภาวะกลืนลำบาก?
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) มีภาวะกลืนลำบาก(Dysphagia) เนื่องจากสมองและระบบประสาทบริเวณที่ควบคุมกล้ามเนื้อและกลไกการกลืนเสียหาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการประสานงานของกล้ามเนื้อหลายส่วนในปาก คอหอย และหลอดอาหาร โดยมีศูนย์ควบคุมอยู่ที่ก้านสมองและสมองส่วนหน้า
สาเหตุหลักผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทำให้มีภาวะกลืนลำบาก:
- ความเสียหายของศูนย์ควบคุมการกลืน: เมื่อเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าจะเป็นภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic stroke) หรือภาวะเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic stroke) หากความเสียหายเกิดขึ้นในบริเวณสมองที่ทำหน้าที่สั่งการหรือรับความรู้สึกเกี่ยวกับการกลืนโดยเฉพาะ (เช่น ก้านสมอง หรือสมองซีกที่ควบคุมการเคลื่อนไหว) จะส่งผลให้กลไกนี้ทำงานผิดปกติ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง: สมองที่เสียหายไม่สามารถส่งสัญญาณประสาทไปสั่งการให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน (เช่น กล้ามเนื้อลิ้น, กล้ามเนื้อคอหอย, กล้ามเนื้อกล่องเสียง) ให้ทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาในการเตรียมอาหารในปาก การเคี้ยวและการเคลื่อนย้ายก้อนอาหารผ่านลำคอ
- ระบบประสาทสั่งการของกล้ามเนื้อบกพร่องไป: การกลืนเกิดจากการกระตุ้นตัวรับความรู้สึก (sensory receptors) บริเวณต่างๆ ในช่องปากและคอหอย เมื่ออาหาร น้ำ หรือน้ำลายเคลื่อนมาถึงบริเวณหลังคอหอย จะเกิดการส่งสัญญาณประสาทไปยังศูนย์ควบคุมการกลืนในก้านสมอง(brainstem) ทำให้เกิดกระบวนการกลืนอัตโนมัติขึ้น เมื่อระบบประสาททำงานผิดพลาด เกิดความไม่สัมพันธ์กันต่อการกลืนและการหายใจ ส่งผลให้เกิดการสำลักได้ (Aspiration)
- ความบกพร่องทางประสาทรับความรู้สึก: ผู้ป่วยบางรายอาจสูญเสียความรู้สึกบริเวณช่องปากหรือคอหอย ทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามีอาหารเหลือค้างอยู่ หรือไม่รู้สึกถึงการสำลัก(Silent aspiration) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปอดติดเชื้อได้
ดังนั้น ภาวะกลืนลำบากในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจึงเป็นเรื่องทางระบบประสาทที่ต้องได้รับการประเมินและฟื้นฟูโดยนักกิจกรรมบำบัดหรือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
Q5. นักกิจกรรมบำบัดคือใคร และมีหน้าที่อย่างไรในการฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง?
นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist: OT) เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขากิจกรรมบำบัด และต้องสอบผ่านการสอบใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขากิจกรรมบำบัด จึงจะสามารถทำงานเป็นนักกิจกรรมบำบัดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ทำหน้าที่ ประเมิน ให้การบำบัดและฟื้นฟูความสามารถของผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย(การกลืน กล้ามเนื้อแขน มืออ่อนแรง)และการรับรู้ ความจำ ให้สามารถกลับมาทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ลดภาระการช่วยเหลือจากคนอื่น
หน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัด คือ
- ประเมิน ให้การบำบัดและฟื้นฟูความสามารถของผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย(การกลืน กล้ามเนื้อแขน มืออ่อนแรง) และการรับรู้ กระตุ้นความจำ
- วางโปรแกรมการฟื้นฟูที่ตรงกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละคน
- ฝึกทักษะในการทำกิจวัตร เช่น ทานข้าว แต่งตัว หวีผม แปรงฟัน ฯลฯ
- แนะนำอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันได้ดีมากขึ้น
เป้าหมายของนักกิจกรรมบำบัด คือ ฟื้นฟูให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
Q6. ถ้ามีอาการ “กลืนอาหารไม่ลง กลืนลำบาก หรือกลืนน้ำไม่ได้” ทำอย่างไร?
ภาวะกลืนลำบากหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากความบกพร่องของระบบประสาทและสมอง ควรได้รับการตรวจประเมินและฟื้นฟูอย่างถูกต้อง โดยแพทย์และนักกิจกรรมบำบัด จะช่วยฟื้นฟูการกลืนให้ดีขึ้นและลดภาวะแทรกซ้อนได้
Q7. ผู้สูงอายุที่กลืนอาหารลำบาก หรือสำลักง่าย ควรดูแลอย่างไร?
ผู้สูงอายุที่กลืนลำบากควรปรับรูปแบบอาหารให้นุ่ม เคี้ยวง่าย หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง และขณะทานควรนั่งตรง ไม่เงยหน้าเวลากลืน หากพบปัญหาการกลืนไม่สามารถจัดการได้ สำลักบ่อย ทานน้อย น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ แนะนำปรึกษาแพทย์และนักกิจกรรมบำบัดเพื่อประเมินระดับการกลืนลำบาก หาแนวทางการฟื้นฟูต่อไป
Q8. อาหารฝึกกลืนคืออะไร และทำไมต้องแบ่งเป็นระดับ?
อาหารฝึกกลืน คืออาหารที่ปรับความนุ่ม เหลว หรือบดละเอียดให้เหมาะกับผู้ที่กลืนลำบาก โดยแบ่งเป็นระดับตามความข้นและลักษณะอาหารตามหลัก NATIONAL DYSPHAGIA DIET (NDD) และ ระดับอาหารฝึกกลืน DDSI1-7; International Dysphagia Diet Standardisation Initiative (IDDSI)เพื่อผู้ป่วยฝึกกลืนได้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงสำลักขณะฝึก ผู้ป่วยจะเริ่มฝึกไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับผลการประเมินตามความสามารถของแต่ละคน
Q9. การฝึกกลืนช่วยให้กลืนดีขึ้นได้จริงหรือไม่?
การฝึกกลืนและการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการกลืน ช่วยเพิ่มแรงในการกลืนและความสัมพันธ์ในกระบวนการกลืนได้ ทำให้กลืนอาหารได้ดีขึ้น ทั้งในช่วงฝึกและการฟื้นฟูระยะยาว ควรได้รับคำแนะนำจากนักกิจกรรมบำบัดอย่างถูกต้อง
Q10. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) จำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดหรือไม่?
จำเป็น ต้องทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง มักมีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง กลืนลำบาก พูดไม่ได้ การฟื้นฟูช่วยให้ร่างกายได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวใหม่ ให้เกิดการจดจำและพัฒนาเป็นทักษะในการทำกิจวัตรประจำวันได้ เช่น การแต่งตัว ทานข้าว การนั่ง-เดิน เป็นต้น
ควรได้รับการดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่อาการแรกเริ่ม กล้ามเนื้อจะค่อยๆดีขึ้นเป็นไปตามลำดับขึ้นอยู่กับความถี่และความสม่ำเสมอในการฝึก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) ภายในช่วง 3-6 เดือนแรก “ช่วงเวลาทอง” ของการฝึกจะเห็นความก้าวหน้าได้ชัด(Golden Period)
จะดีไปกว่านั้้น ญาติและคนดูแลควรให้ความร่วมมือในการฝึกฝนต่อเนื่องในวันที่ไม่ได้ฝึกกับนักวิชาชีพ เพื่อความก้าวหน้าที่ดีขึ้น ไม่ใช้ระยะเวลาฝึกนานจนเกินไป
Q11. นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทอย่างไรกับผู้ป่วยกลืนลำบากหรือผู้ป่วย Stroke?
นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทประเมินและฟื้นฟูการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การกลืน การกิน การเคลื่อนไหวแขน-มือ รวมถึงการฝึกทักษะคิดและความจำ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
Q12. ควรเลือกทีมฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและกลืนลำบากอย่างไร?
ควรเลือกทีมนักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัดที่มีประสบการณ์โดยตรง พร้อมการประเมินแบบมาตรฐาน และมีแผนฟื้นฟูเฉพาะบุคคล เพื่อมีทิศทางชัดเจนในการฝึกฝนและติดตามผลได้
Q13. หลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง มักมีความสับสน ทำตามบอกไม่ได้ ทั้งๆที่ตื่นดีและร่างกายพอมีแรง สามารถฟื้นฟูได้หรือไม่?
ผู้ป่วยหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง บางรายอาจมีปัญหาสมาธิ ความจำ หรือการรับรู้ที่บกพร่องไป(Cognitive Impairment) การกระตุ้นการรับรู้และความจำ ในช่วงฟื้นตัวแรกๆมีความจำเป็นมาก ซึ่งเป็นพื้นฐานในการฝึกกายภาพบำบัดและฝึกกลืนได้อย่างเห็นผลมากขึ้น
Q14. กลืนข้าวไม่ลง กลืนน้ำสำลัก ลิ้นแข็ง แลบลิ้นได้น้อย น้ำลายไหลตลอดเวลา ควรทำอย่างไร?
อาการเหล่านี้เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทและสมองที่สั่งการไปยังกล้ามเนื้อผิดปกติ ส่งผลให้เกิดความอ่อนแรง มักพบในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน หรือโรคทางระบบประสาทอื่นๆ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ขาดสารอาหาร ขาดน้ำ หรือปอดติดเชื้อจากการสำลัก
แนะนำปรึกษาแพทย์และนักกิจกรรมบำบัดเพื่อประเมินภาวะการกลืนลำบากและวางแผนโปรแกรมการฝึกกลืน
Q15. BBC ให้บริการฝึกกลืนยังไงบ้าง?
เรามีวิธีฝึกกลืนที่ได้ผลดี มีทั้ง “วิธีแก้ปัญหาการกลืนที่พบ” และ “การฝึกกล้ามเนื้อ” เพื่อให้หลังฝึกกลืนกับเราจนทานอาหารได้แล้วยังคงทานได้ปลอดภัยไปในระยะยาว ไม่ใช่เพียงทานได้ปลอดภัยกับนักกิจกรรมบำบัดเท่านั้น
1.ให้ความรู้กับผู้ดูแลและญาติ
เราจะเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะกลืนลำบากและวิธีดูแลที่ถูกต้อง
- การดูแลความสะอาดภายในปาก: เพื่อลดเชื้อโรคสะสมที่อาจหลุดลงไปในปอดพร้อมกับน้ำลาย
- การจัดท่าทาง: เน้นให้ผู้ป่วยนั่งท่าที่ถูกต้องขณะกินอาหาร
- การกระตุ้นช่องปาก: เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงรสชาติ ลักษณะอาหารและกลืนได้ดีขึ้น
2.เทคนิคการปรับท่าทางเพื่อช่วยการกลืน (Positioning for Swallowing)
เป็นการใช้ท่าทางมาช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานประสานกันได้ดีขึ้น เช่น การก้มคอ หรือ หันศีรษะ ตามปัญหากล้ามเนื้อที่พบว่าอ่อนแรง เพื่อปิดช่องทางที่เศษอาหารหรือน้ำตกไปสู่หลอดลม ลดความเสี่ยงการสำลัก
3.ปรับลักษณะอาหารและเครื่องดื่ม (Diet modifications)
ใช้แนวทางการปรับระดับอาหารฝึกกลืนระดับ1-4 ; NATIONAL DYSPHAGIA DIET (NDD) และ ระดับอาหารฝึกกลืน DDSI1-7; International Dysphagia Diet Standardisation Initiative (IDDSI) มาปรับความอ่อนนุ่มของเนื้ออาหาร และเพิ่มความหนืดลงในน้ำหรือเครื่องดื่ม เพื่อให้การฝึกกลืนเป็นไปตามความสามารถของผู้ป่วยแต่ละคน ลดการสำลักได้ดี
4.ฝึกบริหารกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกิน (Oral motor exercises)
ออกแบบการออกกำลังกล้ามเนื้อปากเพื่อให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนมีความแข็งแรงขึ้น
- ฝึกกล้ามเนื้อริมฝีปากและกระพุ้งแก้ม
- ฝึกกล้ามเนื้อลิ้น
- ฝึกกล้ามเนื้อขากรรไกรและการเคี้ยว
5. ฝึกกลืนอาหาร น้ำ และยาเม็ด
เริ่มฝึกลืนอาหารตามความสามารถของผู้ป่วยแต่ละคน วัดผลและแปลจากการประเมินที่มาตรฐานสากลตามแบบโรงพยาบาล โดยนักกิจกรรมบำบัดมีประสบการณ์ ด้านการกลืนในสโตรคกว่า 14 ปี
6. การใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า VitalStim(NMES)
เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนมีความแข็งแรงขึ้น เพิ่มแรงกลืนขณะฝึกเพื่อให้กล้ามเนื้อเรียนรู้การทำงานใหม่ และช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมามีแรงได้เร็วขึ้น
Q16. การฟื้นฟูและกำลังใจ (Recovery and Support)
ภาวะกลืนลำบากอาจจะดูน่ากังวล แต่ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมากลืนอาหารได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง หากได้รับการดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่อาการเริ่มแรก อาการจะดีขึ้นเป็นไปตามลำดับขึ้นอยู่กับความถี่และความส่ำเสมอในการฝึก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) ภายในช่วง 3-6 เดือนแรก “ช่วงเวลาทอง” ของการฝึกจะเห็นความก้าวหน้าได้ชัด (Golden Period)
ฝึกกลืนกับ นักกิจกรรมบำบัด ช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปแนวทางที่ถูกต้อง ผู้ป่วยจะมีความก้าวหน้าที่ดีขึ้น ไม่ใช้ระยะเวลาฝึกนานจนเกินไป และสิ่งสำคัญที่ญาติควรให้ความร่วมมือกับเรา คือ
- ติดตามอาการกับทีมแพทย์อย่างสม่ำเสมอ: ไปตามนัดทุกครั้งเพื่อประเมินความก้าวหน้า
- หมั่นฝึกบริหารตามที่แนะนำของนักกิจกรรมบำบัด: ออกกำลังกล้ามเนื้อปาก กระตุ้นการกลืนตามที่นักกิจกรรมบำบัดให้เป็นการบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
- ไม่ควรเริ่มทานอาหารหรือป้อนน้ำเองจนกว่ามั่นใจว่ากลืนแล้วปลอดภัยจริงๆ : แนะนำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของนักกิจกรรมบำบัดประเมินและมั่นใจว่ากลืนปลอดภัยจริงๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการสำลัก
- ดูแลความสะอาดในช่องปาก: การแปรงฟันหรือทำความสะอาดช่องปากเป็นประจำ จะช่วยลดโอกาสปอดติดเชื้อได้ดี
Q17. หากคนใกล้ชิดเรามีอาการโรคหลอดเลือดสมอง เราควรทำอย่างไร?
ควรนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที หรือโทรแจ้ง 1669 เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น บัตรประชาชน ประวัติการรักษา ยาประจำตัว เป็นต้น และแจ้งญาติหรือบุคคลใกล้ชิดให้ทราบ เพื่อให้สามารถมาดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาล
Q18. ทำไมถึงจำเป็นต้องรีบไปรพ. ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้?
โรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย มักจะพบอาการ ได้แก่
✔ อ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก
✔ พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้
✔ มองเห็นภาพซ้อนหรือมองไม่เห็น
✔ เวียนศีรษะหรือทรงตัวไม่ได้
✔ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อป้องกันเนื้อสมองถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาโรคหลอดเลือดสมองให้ได้ผลดีนั้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการไปจนถึงได้รับการรักษา แพทย์จะพิจารณาให้ฉีดยาสลายลิ่มเลือด ภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ
นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยควรเริ่มการฟื้นฟูทันทีที่อาการ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดตามมา
Q19. การฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ช่วงไหนถึงจะดีที่สุด?
ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองคือในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังเกิดโรค(Golden period Stroke) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายมีการฟื้นตัวได้ดีที่สุด เนื่องจากสมองยังมีความสามารถในการสร้างใยประสาทใหม่ได้ (Neuroplasticity) การฝึกฝนในช่วงนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้กล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสามารถเริ่มการฟื้นฟูได้ทันทีที่อาการเริ่มดีขึ้น โดยควรได้รับการประเมินจากแพทย์หรือสหวิชาชีพเพื่อประเมินความสามารถ วางโปรแกรมการฟื้นฟู และตั้งเป้าหมาย ผู้ป่วยควรได้รับการฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความถี่ที่เหมาะสมให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง ประกอบด้วย
✔ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู วินิจฉัยโรคและให้การรักษา
✔ กิจกรรมบำบัด มุ่งเน้นการฝึกกลืนอาหาร ฝึกกล้ามเนื้อแขนและมืออ่อนแรง ฝึกการรู้คิด ความจำ ฝึกความสามารถในการทำงานและทักษะกิจวัตรประจำวัน
✔ กายภาพบำบัด มุ่งเน้นฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว การเดิน
✔ ฝึกพูดและการสื่อสาร มุ่งเน้นการฝึกความสามารถในการสื่อสาร
Q20. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ใส่สายอาหาร กลืนน้ำยังมีสำลัก มีวิธีการฟื้นฟูการกลืนอย่างไร?
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการกลืน ใส่สายอาหาร มีความเสี่ยงต่อการสำลักอาหารหรือน้ำ สาเหตุเกิดจากการที่กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนอ่อนแรง มีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมการกลืน หรือกลไกอัติโนมัติที่เกี่ยวข้องกับการกลืนทำงานลดลง ซึ่งการฟื้นฟู แบ่งเป็น 2 วิธีทาง คือ ฝึกกลืนอาหาร และการใช้วิธีการทดแทน จัดท่าทางการกลืน ปรับลักษณะอาหารที่เหมาะสม
นักกิจกรรมบำบัด จะประเมินการตื่นตัว การรู้คิด ประเมินกล้ามเนื้อช่องปาก ทดสอบปฏิกริยาอัติโนมัติในช่องปาก การรับรู้รสชาติและประเมินกลืนอาหารในแต่ละระดับ เพื่อวางโปรแกรมการฝึกกลืนให้ตรงกับปัญหาของผู้ป่วย และแนะนำวิธีการป้อนเพื่อป้องกันการสำลักให้กับญาติหรือคนดูแล
Q21. ผู้ป่วยเจาะคอสามารถฝึกกลืนอาหารได้หรือไม่?
ผู้ป่วยเจาะคอสามารถฝึกกลืนได้ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกกลืน การเจาะคอเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้ หากมีสิ่งแปลกปลอมหลุดลงหลอดลมสามารถดูดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมาได้อีกทาง เมื่อได้รับการฝึกกลืนด้วยวิธีที่ถูกต้องมีโอกาสกลับมาทานอาหารได้เหมือนปกติ
Q22. เมื่อไรจึงจะพร้อม “ใช้งานแขนและมือ” หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง?
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการอ่อนแรง อาจส่งผลต่อความสามารถในการใช้งานแขนและมือข้างที่อ่อนแรงได้ โดยระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะสามารถใช้แขนและมือได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง ตำแหน่งของเซลล์สมองที่เสียหาย อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และการฟื้นฟู ผู้ป่วยจะสามารถเริ่มใช้งานแขนและมือได้เมื่อกล้ามเนื้อมีแรงมากขึ้น สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนและมือแบบตั้งใจได้ กำแบ จับวัตถุในแบบต่างๆได้ ระยะเวลาการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ภาพกิจกรรม
รู้จักเรา
ธัญญพัทธ์ เดคำกาศ
เลขที่ใบประกอบโรคศิลปะ ก.บ.747
ประวัติการศึกษา
ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต
คณะกายภาพบำบัด สาขากิจกรรมบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล รุ่น1
(Occupational Therapy)
ประสบการณ์ทำงาน
มีประสบการณ์ทำงานด้าน โรคหลอดเลือดสมอง ทั้งใน รพ.รัฐฯ และ รพ.เอกชนชั้นนำมากกว่า 10 ปี
Swallowing techniques in Dysphagia
Electrical Stimulation and sEMG Biofeedback in the Treatment of Dysphagia
CA Head and neck for OT Treatment
Dysphagia Management in Cancer head and neck
Robotics for mobility Quality of life for the Aging World
Diabetes Mellitus in Occupational therapy role
Dealing with Apraxia
Cognitive Rehabilitation in Stroke Patient
Memory Rehabilitation in mild Cognitive Impairment Patient
Shoulder management in Stroke
Basic Splint for Occupational Therapist
OT : Overview of Cerebral function and dysfunction
OT : Overview of Midbrain, Cerebellum function and dysfunction
